เมื่อพูดถึง โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) หลายคนมักนึกถึง CPAP เป็นสิ่งแรก เพราะ CPAP เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถใช้แรงดันอากาศช่วยพยุงทางเดินหายใจไม่ให้ปิดขณะนอนหลับ และยังเป็นหนึ่งในวิธีรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วย OSA
แต่คำถามสำคัญคือ ผู้ป่วย OSA ทุกคนจำเป็นต้องใช้ CPAP หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน
เพราะ OSA ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และความรุนแรง อาการ โครงสร้างทางเดินหายใจ ตำแหน่งที่เกิดการอุดกั้น รวมถึงโรคร่วมของผู้ป่วย ล้วนมีผลต่อการเลือกวิธีรักษา
แนวทางปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการเลือกการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย หรือการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (personalized medicine) มากกว่าการดูเพียงค่า AHI จากผลตรวจการนอนหลับเพียงอย่างเดียว
OSA เกิดจากอะไร ทำไมการรักษาจึงไม่เหมือนกัน?
โรคหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนตีบหรือปิดเป็นช่วง ๆ ระหว่างนอนหลับ แต่ “จุดที่ทำให้ทางเดินหายใจปิด” อาจแตกต่างกันในแต่ละคน
ปัจจัยที่พบได้ เช่น น้ำหนักเกินหรือมีไขมันสะสมบริเวณคอ ลิ้นหรือเนื้อเยื่อในคอมีขนาดใหญ่ ต่อมทอนซิลโต ผนังจมูกคด เยื่อจมูกบวม ภูมิแพ้ โครงสร้างขากรรไกรที่ทำให้พื้นที่ทางเดินหายใจแคบ การนอนหงาย หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการหายใจ
ดังนั้น แม้ผู้ป่วยสองคนจะมีค่า AHI ใกล้เคียงกัน แต่อาจขาดออกซิเจนไม่เท่ากัน รวมถึงมีสาเหตุและวิธีที่ทางเดินหายใจยุบตัวอาจไม่เหมือนกัน การรักษาจึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล
ทางเลือกในการรักษา OSA นอกจาก CPAP มีอะไรบ้าง?
1. การลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรม
สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดความรุนแรงของ OSA ได้ โดยเฉพาะเมื่อสามารถลดน้ำหนักและรักษาน้ำหนักนั้นไว้ได้ แนวทางจากหลายสมาคมวิชาชีพระบุว่า การลดน้ำหนักเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วย OSA ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
ปัจจุบันยังมีหลักฐานใหม่เกี่ยวกับยากลุ่มลดน้ำหนัก เช่น tirzepatide โดยการทดลองในผู้ใหญ่ที่มี OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงร่วมกับโรคอ้วนพบว่าสามารถลด AHI น้ำหนักตัว และภาวะขาดออกซิเจนระหว่างนอนได้ และในสหรัฐฯ FDA ได้อนุมัติ tirzepatide สำหรับผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการลดน้ำหนักหรือยาลดน้ำหนักสามารถทดแทน CPAP ได้ในผู้ป่วยทุกคน จำเป็นต้องประเมินผลการรักษาและความรุนแรงของ OSA ซ้ำตามความเหมาะสม
2. การปรับท่านอน
ผู้ป่วยบางรายมี Positional OSA คืออาการหยุดหายใจเกิดขึ้นมากเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย แต่ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อนอนตะแคง
ในผู้ป่วยที่มีลักษณะดังกล่าว การรักษาด้วยอุปกรณ์ช่วยป้องกันการนอนหงาย หรือช่วยให้นอนตะแคงได้ดีขึ้น อาจเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์
3. เครื่องมือในช่องปาก (Oral Appliance)
Mandibular Advancement Device (MAD) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเลื่อนขากรรไกรล่างไปด้านหน้า เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ทางเดินหายใจขณะนอนหลับ
แนวทางของ AASM และ AADSM ระบุว่าสามารถพิจารณาใช้ MAD ในผู้ใหญ่ที่มี OSA และไม่สามารถทนต่อ CPAP หรือเลือกการรักษาทางเลือกอื่น โดยควรเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบเฉพาะบุคคลและปรับโดยทันตแพทย์ที่มีความรู้ด้านการนอนหลับ
อย่างไรก็ตาม ในกรณีผู้ที่ไม่มีฟันเพียงพอหรือมีปัญหาข้อต่อขากรรไกร การพิจารณาใช้อุปกรณ์ยึดรั้งลิ้น หรือ tongue retaining devices (TRD) และเครื่องสร้างแรงดันลบในช่องปาก หรือ intraoral negative air pressure (INAP) อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย
ผู้ป่วย OSA ที่ไม่รุนแรงมากและไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง อาจพิจารณาทางเลือกเหล่านี้ได้ แต่ไม่ควรซื้ออุปกรณ์สำเร็จรูปมาใช้เองโดยไม่ได้รับการประเมินโรค
4. การรักษาจมูกและปัจจัยที่ทำให้ OSA แย่ลง
การดูแลโรคจมูก เช่น ภูมิแพ้หรือภาวะคัดจมูก สามารถช่วยให้การหายใจทางจมูกดีขึ้น และอาจช่วยให้ผู้ป่วยใช้ CPAP ได้สะดวกขึ้น
ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ OSA แย่ลง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยานอนหลับหรือยากดประสาทบางชนิด เนื่องจากยาบางกลุ่มอาจส่งผลต่อการหายใจหรือกล้ามเนื้อทางเดินหายใจในผู้ป่วยบางราย
5. การฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและทางเดินหายใจ
Myofunctional therapy เป็นการฝึกการทำงานและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลิ้นและทางเดินหายใจ งานวิจัยจำนวนมากพบว่า สามารถช่วยลดอาการและความรุนแรงของ OSA ได้ระดับหนึ่ง โดยอาจพิจารณาเป็นทางเลือกเสริมอีกแบบในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างอื่น ๆ อยู่แล้ว
การฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและทางเดินหายใจนอกจากอาจช่วยลดการกรนและส่งเสริมการนอนหลับแล้ว หากทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอและมีผู้ดูแลหรือโค้ช อาจช่วยให้การกลืนดีขึ้น ลดการสำลัก และการออกเสียงดีขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ในผู้สูงอายุที่อาจมีกล้ามเนื้อในคออ่อนแรง
6. การผ่าตัดและการกระตุ้นเส้นประสาทลิ้น
ในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาทางโครงสร้าง เช่น ผนังกั้นจมูกคด ต่อมทอนซิลโต ลิ้นไก่ยาว หรือมีความผิดปกติของโครงสร้างขากรรไกรและทางเดินหายใจ การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกหลังจากประเมินอย่างเหมาะสม
ส่วน Hypoglossal Nerve Stimulation เป็นการกระตุ้นเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อลิ้น เพื่อช่วยลดการยุบตัวของทางเดินหายใจขณะหลับ วิธีนี้ใช้ในผู้ป่วยที่คัดเลือกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้ แต่ยังเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และมีข้อบ่งชี้เฉพาะ จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกคน
แล้วใครควรใช้ CPAP?
แม้จะมีทางเลือกหลายรูปแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่า CPAP ไม่สำคัญ
AASM แนะนำ PAP therapy สำหรับผู้ใหญ่ที่มี OSA โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการง่วงมากในเวลากลางวัน และยังแนะนำให้พิจารณาในผู้ที่มีคุณภาพชีวิตจากการนอนหลับแย่ลงหรือมีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
ดังนั้น สำหรับผู้ป่วยที่มี OSA รุนแรง มีภาวะขาดออกซิเจนชัดเจน ง่วงมากจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือมีโรคร่วมที่จำเป็นต้องควบคุมอย่างจริงจัง การใช้ CPAP อาจมีความสำคัญอย่างมาก และไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนการรักษาด้วยตัวเอง
OSA ไม่มีสูตรรักษาเดียวสำหรับทุกคน การแพทย์ปัจจุบันมุ่งเน้น “การรักษาแบบเฉพาะบุคคล (personalized medicine)”
CPAP ไม่ใช่คำตอบเดียวของคนมีโรคหยุดหายใจขณะหลับ แต่ก็ยังเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและสำคัญสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การถามเพียงว่า “ต้องใส่ CPAP หรือไม่?” แต่ควรถามว่า “OSA ของเราเกิดจากอะไร รุนแรงแค่ไหน และการรักษาแบบใดเหมาะกับเรามากที่สุด?”
การเลือกวิธีรักษาควรอาศัยผลตรวจการนอนหลับ อาการ โรคร่วม น้ำหนัก โครงสร้างทางเดินหายใจ ลักษณะการเกิด OSA และความสามารถในการใช้การรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด