เมื่อพูดถึงคำว่า “มะเร็ง” เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกกังวลและหวาดกลัวไม่น้อย แต่สำหรับ “มะเร็งไทรอยด์” (Thyroid Cancer) นั้น แตกต่างออกไปจากมะเร็งชนิดอื่น ๆ ตรงที่โรคมะเร็งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า และ มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงมาก หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับมะเร็งไทรอยด์ ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ควรสังเกต รวมถึงวิธีการรักษา เพื่อให้คุณเข้าใจโรคนี้ได้มากขึ้น
ทำความรู้จักกับ “ต่อมไทรอยด์” และ “มะเร็งไทรอยด์”
ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) เป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ตำแหน่งอยู่บริเวณลำคอด้านหน้า ต่ำกว่าลูกกระเดือกเล็กน้อย ทำหน้าที่สำคัญในการผลิต “ฮอร์โมนไทรอยด์” เพื่อควบคุมระบบเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) อุณหภูมิในร่างกาย การเต้นของหัวใจ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้เป็นปกติ
มะเร็งไทรอยด์ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ที่มีการกลายพันธุ์และแบ่งตัวเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้
ตามสถิติพบว่ามีแนวโน้มผู้ป่วยมักพบใน ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3-4 เท่า และพบได้บ่อยในช่วงอายุ 30 – 60 ปี
ประเภทของมะเร็งไทรอยด์
มะเร็งไทรอยด์สามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้
- Papillary Thyroid Cancer (ชนิดแพพิลลารี) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-85% ของผู้ป่วยทั้งหมด) มีการเจริญเติบโตช้า มักแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แต่เป็นชนิดที่ ตอบสนองต่อการรักษาดีมากและมีโอกาสหายขาดสูงที่สุด
- Follicular Thyroid Cancer (ชนิดฟอลลิคูลาร์) พบประมาณ 10-15% มักพบในประเทศที่ประชากรขาดไอโอดีน ชนิดนี้มักแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปยังกระดูกหรือปอด
- Medullary Thyroid Cancer (ชนิดเมดัลลารี) พบได้น้อย (ประมาณ 2-4%) เกิดจากเซลล์ที่ผลิตฮอร์โมนแคลซิโทนิน (Calcitonin) ชนิดนี้มักมีความเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (MEN2 Syndrome)
- Anaplastic Thyroid Cancer (ชนิดอะนาพลาสติก) เป็นชนิดที่พบได้ยากมากที่สุด (น้อยกว่า 1%) แต่มักพบในผู้สูงอายุ เป็นชนิดที่มีการดำเนินโรคที่แย่ที่สุด ก้อนเนื้อโตเร็ว แพร่กระจายไว และยากที่จะรักษาให้หายขาด
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งไทรอยด์
ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดมะเร็งไทรอยด์ได้ แต่พบว่ามี ปัจจัยเสี่ยง หลายประการที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรค ได้แก่
- พันธุกรรม หากมีสมาชิกในครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) มีประวัติเป็นมะเร็งไทรอยด์ (โดยเฉพาะชนิด Medullary) จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- การได้รับรังสีบริเวณลำคอ ผู้ที่เคยผ่านการฉายรังสีรักษาโรคบริเวณศีรษะและลำคอในวัยเด็ก มีโอกาสเสี่ยงสูงที่เซลล์ต่อมไทรอยด์จะกลายพันธุ์ในอนาคต
- เพศและอายุ ดังที่กล่าวไปว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย และช่วงอายุที่พบโรคบ่อยคือวัยกลางคน
- ผู้ที่เคยมีภาวะหรือโรคไทรอยด์อักเสบบางชนิดมาก่อน
5 อาการเตือน “มะเร็งไทรอยด์” ที่ไม่ควรมองข้าม
ในระยะแรก มะเร็งไทรอยด์มักไม่มีอาการเจ็บปวดหรือความผิดปกติให้เห็นชัดเจน แต่เมื่อก้อนเนื้อเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นอาการเหล่านี้
- คลำพบก้อนที่ลำคอด้านหน้า ก้อนมักจะนูนขึ้นมา เคลื่อนที่ขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลาย มักคลำพบโดยบังเอิญ หรือคนรอบข้างทักว่าคอโต
- เสียงแหบผิดปกติ ก้อนเนื้อที่โตขึ้นอาจไปกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมกล่องเสียง (Recurrent Laryngeal Nerve) ทำให้เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไปจากเดิมโดยไม่มีสาเหตุอื่น
- กลืนลำบากหรือรู้สึกติดขัดในคอ เมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จนไปเบียดหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกลืนอาหารลำบาก
- หายใจลำบาก ก้อนมะเร็งอาจไปกดทับหลอดลม ทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย
- ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต อาจคลำพบก้อนเนื้อบริเวณด้านข้างลำคอร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอแล้ว
หากพบก้อนที่ลำคอ แม้จะไม่มีอาการเจ็บปวด ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งไทรอยด์
เมื่อคุณไปพบแพทย์ด้วยอาการก้อนที่คอ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการโตของก้อน อาการร่วม ประวัติคนในครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับการตรวจคลำบริเวณลำคอเพื่อประเมินขนาด ลักษณะความแข็งของก้อน ตรวจหาต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติ การทำงานของเส้นเสียง การหายใจหากมีอาการหายใจไม่สะดวก แน่นลำคอ
- การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เป็นวิธีที่ปลอดภัย ช่วยให้แพทย์มองเห็นลักษณะของก้อนดูขอบเขตของก้อนเนื้อ สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาได้
- การเจาะดูดเซลล์ไปตรวจ (Fine Needle Aspiration – FNA) หากอัลตราซาวนด์พบก้อนเนื้อที่น่าสงสัย แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะดูดเซลล์จากก้อนเนื้อที่ลำคอเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาในห้องปฏิบัติการ วิธีนี้เป็นวิธีที่ แม่นยำที่สุดในการยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
- การตรวจเลือด แม้การตรวจเลือดทั่วไปจะไม่สามารถวินิจฉัยมะเร็งไทรอยด์ชนิดที่พบบ่อยได้โดยตรง แต่แพทย์อาจตรวจการทำงานของไทรอยด์ (Thyroid Function Test) หรือตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งบางชนิด เช่น Calcitonin สำหรับมะเร็งชนิด Medullary
- การตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม ในกรณีที่พบว่าเป็นมะเร็งและสงสัยว่ามีการแพร่กระจายหรือมีการกดเบียด/ลุกลามอวัยวะเช่น หลอดลม หลอดอาหาร เส้นเลือด หรือก้อนลงไปในช่องอก แพทย์อาจพิจารณาทำ CT Scan, MRI หรือ PET Scan เพื่อวางแผนการรักษา
แนวทางการรักษา “มะเร็งไทรอยด์”
มะเร็งไทรอยด์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนิด Papillary มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี วิธีการรักษาหลักที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ประกอบด้วย
- การผ่าตัด (Surgery) เป็นการรักษาหลักและสำคัญที่สุด เป้าหมายคือการนำก้อนมะเร็งออกให้หมด โดยแพทย์จะพิจารณาจากขนาดของก้อนและระยะของโรค
- การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกบางส่วน (Lobectomy) ทำในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กมาก และอยู่เพียงกลีบซ้ายหรือขวาข้างใดข้างหนึ่ง
- การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด (Total Thyroidectomy) เป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และอาจมีการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออกร่วมด้วยหากพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ
- การกลืนแร่รังสีไอโอดีน (Radioactive Iodine Therapy – RAI) ในมะเร็งชนิดที่ดูดซับสารรังสีไอโอดีน มักใช้ หลังจากการผ่าตัด เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งไทรอยด์ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยจะต้องรับประทานรังสีไอโอดีน (I-131) ในรูปของแคปซูลหรือของเหลว รังสีนี้จะเข้าไปจับและทำลายเฉพาะเซลล์ไทรอยด์
- การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน (Thyroid Hormone Therapy) ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด ร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้อีกต่อไป จึงต้อง รับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน (Levothyroxine) ไปตลอดชีวิต เพื่อรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญในร่างกาย และยาตัวนี้ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งฮอร์โมน TSH (Thyroid Stimulating Hormone) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งไทรอยด์กลับมาเติบโตได้อีก
- การรักษาแบบจำเพาะเจาะจง (Targeted Therapy) และการฉายรังสี (External Beam Radiation) มักใช้ในกรณีที่มะเร็งไทรอยด์อยู่ในระยะลุกลาม ไม่ตอบสนองต่อการกลืนแร่รังสีไอโอดีนแล้ว หรือเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดแอนาพลาสติก(Anaplastic) ซึ่งมีความรุนแรงของตัวโรคมากและการดำเนินโรคแย่ ยามุ่งเป้าจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในระดับยีนส์ ช่วยยืดอายุและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
การดูแลตัวเองหลังการรักษา
หลังจากการรักษา ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน และออกกำลังกายได้ตามปกติ โดยมีข้อควรระวังเพียงเล็กน้อย คือ
- รับประทานยาฮอร์โมนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง และควรทานยาขณะท้องว่าง
- มาพบแพทย์ตามนัดเสมอ เพื่อติดตามผลเลือด (ค่า Thyroglobulin ซึ่งเป็นสารบ่งชี้มะเร็งไทรอยด์) และอัลตราซาวนด์ลำคอเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
- ดูแลสุขภาพองค์รวม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียด
แม้คำว่า “มะเร็ง” จะน่ากลัว แต่สำหรับ มะเร็งไทรอยด์ หากคุณหมั่นสังเกตร่างกายตัวเอง คลำพบก้อนที่คอแล้วไม่นิ่งนอนใจ รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดและกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับครอบครัวนั้นมีสูงมาก อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้คุณละเลยสุขภาพของตนเอง ตรวจเร็ว เจอเร็ว รักษาเร็ว โอกาสหายก็ยิ่งมาก