มะเร็งไทรอยด์ รักษาเร็ว! มีโอกาสหาย

"มะเร็งไทรอยด์" แตกต่างออกไปจากมะเร็งชนิดอื่นๆ ตรงที่โรคมะเร็งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า และมีโอกาสรักษาให้หายได้สูง หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

เมื่อพูดถึงคำว่า “มะเร็ง” เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกกังวลและหวาดกลัวไม่น้อย แต่สำหรับ “มะเร็งไทรอยด์” (Thyroid Cancer) นั้น แตกต่างออกไปจากมะเร็งชนิดอื่น ๆ ตรงที่โรคมะเร็งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า และ มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงมาก หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับมะเร็งไทรอยด์ ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ควรสังเกต รวมถึงวิธีการรักษา เพื่อให้คุณเข้าใจโรคนี้ได้มากขึ้น

ทำความรู้จักกับ “ต่อมไทรอยด์” และ “มะเร็งไทรอยด์”

ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) เป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ตำแหน่งอยู่บริเวณลำคอด้านหน้า ต่ำกว่าลูกกระเดือกเล็กน้อย ทำหน้าที่สำคัญในการผลิต “ฮอร์โมนไทรอยด์” เพื่อควบคุมระบบเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) อุณหภูมิในร่างกาย การเต้นของหัวใจ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้เป็นปกติ

มะเร็งไทรอยด์ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ที่มีการกลายพันธุ์และแบ่งตัวเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้

ตามสถิติพบว่ามีแนวโน้มผู้ป่วยมักพบใน ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3-4 เท่า และพบได้บ่อยในช่วงอายุ 30 – 60 ปี

ประเภทของมะเร็งไทรอยด์

มะเร็งไทรอยด์สามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้

  1. Papillary Thyroid Cancer (ชนิดแพพิลลารี) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-85% ของผู้ป่วยทั้งหมด) มีการเจริญเติบโตช้า มักแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แต่เป็นชนิดที่ ตอบสนองต่อการรักษาดีมากและมีโอกาสหายขาดสูงที่สุด
  2. Follicular Thyroid Cancer (ชนิดฟอลลิคูลาร์) พบประมาณ 10-15% มักพบในประเทศที่ประชากรขาดไอโอดีน ชนิดนี้มักแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปยังกระดูกหรือปอด
  3. Medullary Thyroid Cancer (ชนิดเมดัลลารี) พบได้น้อย (ประมาณ 2-4%) เกิดจากเซลล์ที่ผลิตฮอร์โมนแคลซิโทนิน (Calcitonin) ชนิดนี้มักมีความเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (MEN2 Syndrome)
  4. Anaplastic Thyroid Cancer (ชนิดอะนาพลาสติก) เป็นชนิดที่พบได้ยากมากที่สุด (น้อยกว่า 1%) แต่มักพบในผู้สูงอายุ เป็นชนิดที่มีการดำเนินโรคที่แย่ที่สุด ก้อนเนื้อโตเร็ว แพร่กระจายไว และยากที่จะรักษาให้หายขาด

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งไทรอยด์

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดมะเร็งไทรอยด์ได้ แต่พบว่ามี ปัจจัยเสี่ยง หลายประการที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรค ได้แก่

  • พันธุกรรม หากมีสมาชิกในครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) มีประวัติเป็นมะเร็งไทรอยด์ (โดยเฉพาะชนิด Medullary) จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • การได้รับรังสีบริเวณลำคอ ผู้ที่เคยผ่านการฉายรังสีรักษาโรคบริเวณศีรษะและลำคอในวัยเด็ก มีโอกาสเสี่ยงสูงที่เซลล์ต่อมไทรอยด์จะกลายพันธุ์ในอนาคต
  • เพศและอายุ ดังที่กล่าวไปว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย และช่วงอายุที่พบโรคบ่อยคือวัยกลางคน
  • ผู้ที่เคยมีภาวะหรือโรคไทรอยด์อักเสบบางชนิดมาก่อน

5 อาการเตือน “มะเร็งไทรอยด์” ที่ไม่ควรมองข้าม

ในระยะแรก มะเร็งไทรอยด์มักไม่มีอาการเจ็บปวดหรือความผิดปกติให้เห็นชัดเจน แต่เมื่อก้อนเนื้อเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นอาการเหล่านี้

  1. คลำพบก้อนที่ลำคอด้านหน้า ก้อนมักจะนูนขึ้นมา เคลื่อนที่ขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลาย มักคลำพบโดยบังเอิญ หรือคนรอบข้างทักว่าคอโต
  2. เสียงแหบผิดปกติ ก้อนเนื้อที่โตขึ้นอาจไปกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมกล่องเสียง (Recurrent Laryngeal Nerve) ทำให้เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไปจากเดิมโดยไม่มีสาเหตุอื่น
  3. กลืนลำบากหรือรู้สึกติดขัดในคอ เมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จนไปเบียดหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกลืนอาหารลำบาก
  4. หายใจลำบาก ก้อนมะเร็งอาจไปกดทับหลอดลม ทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย
  5. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต อาจคลำพบก้อนเนื้อบริเวณด้านข้างลำคอร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอแล้ว

หากพบก้อนที่ลำคอ แม้จะไม่มีอาการเจ็บปวด ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งไทรอยด์

เมื่อคุณไปพบแพทย์ด้วยอาการก้อนที่คอ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการโตของก้อน อาการร่วม ประวัติคนในครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับการตรวจคลำบริเวณลำคอเพื่อประเมินขนาด ลักษณะความแข็งของก้อน ตรวจหาต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติ การทำงานของเส้นเสียง การหายใจหากมีอาการหายใจไม่สะดวก แน่นลำคอ
  • การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เป็นวิธีที่ปลอดภัย ช่วยให้แพทย์มองเห็นลักษณะของก้อนดูขอบเขตของก้อนเนื้อ สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาได้
  • การเจาะดูดเซลล์ไปตรวจ (Fine Needle Aspiration – FNA) หากอัลตราซาวนด์พบก้อนเนื้อที่น่าสงสัย แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะดูดเซลล์จากก้อนเนื้อที่ลำคอเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาในห้องปฏิบัติการ วิธีนี้เป็นวิธีที่ แม่นยำที่สุดในการยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
  • การตรวจเลือด แม้การตรวจเลือดทั่วไปจะไม่สามารถวินิจฉัยมะเร็งไทรอยด์ชนิดที่พบบ่อยได้โดยตรง แต่แพทย์อาจตรวจการทำงานของไทรอยด์ (Thyroid Function Test) หรือตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งบางชนิด เช่น Calcitonin สำหรับมะเร็งชนิด Medullary
  • การตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม ในกรณีที่พบว่าเป็นมะเร็งและสงสัยว่ามีการแพร่กระจายหรือมีการกดเบียด/ลุกลามอวัยวะเช่น หลอดลม หลอดอาหาร เส้นเลือด หรือก้อนลงไปในช่องอก แพทย์อาจพิจารณาทำ CT Scan, MRI หรือ PET Scan เพื่อวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษา “มะเร็งไทรอยด์”

มะเร็งไทรอยด์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนิด Papillary มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี วิธีการรักษาหลักที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ประกอบด้วย

  1. การผ่าตัด (Surgery) เป็นการรักษาหลักและสำคัญที่สุด เป้าหมายคือการนำก้อนมะเร็งออกให้หมด โดยแพทย์จะพิจารณาจากขนาดของก้อนและระยะของโรค
    • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกบางส่วน (Lobectomy) ทำในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กมาก และอยู่เพียงกลีบซ้ายหรือขวาข้างใดข้างหนึ่ง
    • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด (Total Thyroidectomy) เป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และอาจมีการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออกร่วมด้วยหากพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ
  2. การกลืนแร่รังสีไอโอดีน (Radioactive Iodine Therapy – RAI) ในมะเร็งชนิดที่ดูดซับสารรังสีไอโอดีน มักใช้ หลังจากการผ่าตัด เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งไทรอยด์ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยจะต้องรับประทานรังสีไอโอดีน (I-131) ในรูปของแคปซูลหรือของเหลว รังสีนี้จะเข้าไปจับและทำลายเฉพาะเซลล์ไทรอยด์
  3. การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน (Thyroid Hormone Therapy) ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด ร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้อีกต่อไป จึงต้อง รับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน (Levothyroxine) ไปตลอดชีวิต เพื่อรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญในร่างกาย และยาตัวนี้ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งฮอร์โมน TSH (Thyroid Stimulating Hormone) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งไทรอยด์กลับมาเติบโตได้อีก
  4. การรักษาแบบจำเพาะเจาะจง (Targeted Therapy) และการฉายรังสี (External Beam Radiation) มักใช้ในกรณีที่มะเร็งไทรอยด์อยู่ในระยะลุกลาม ไม่ตอบสนองต่อการกลืนแร่รังสีไอโอดีนแล้ว หรือเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดแอนาพลาสติก(Anaplastic) ซึ่งมีความรุนแรงของตัวโรคมากและการดำเนินโรคแย่ ยามุ่งเป้าจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในระดับยีนส์ ช่วยยืดอายุและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

การดูแลตัวเองหลังการรักษา

หลังจากการรักษา ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน และออกกำลังกายได้ตามปกติ โดยมีข้อควรระวังเพียงเล็กน้อย คือ

  1. รับประทานยาฮอร์โมนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง และควรทานยาขณะท้องว่าง
  2. มาพบแพทย์ตามนัดเสมอ เพื่อติดตามผลเลือด (ค่า Thyroglobulin ซึ่งเป็นสารบ่งชี้มะเร็งไทรอยด์) และอัลตราซาวนด์ลำคอเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
  3. ดูแลสุขภาพองค์รวม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียด

แม้คำว่า “มะเร็ง” จะน่ากลัว แต่สำหรับ มะเร็งไทรอยด์ หากคุณหมั่นสังเกตร่างกายตัวเอง คลำพบก้อนที่คอแล้วไม่นิ่งนอนใจ รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดและกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับครอบครัวนั้นมีสูงมาก อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้คุณละเลยสุขภาพของตนเอง ตรวจเร็ว เจอเร็ว รักษาเร็ว โอกาสหายก็ยิ่งมาก

ข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

การนอน

เข้าใจและปรับตัวกับโรคนอนไม่หลับ

การที่สมองไม่สามารถหยุดประมวลผลได้ในเวลากลางคืน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักเกิดจากปัจจัยกระตุ้นรอบตัว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมของเราเอง

27 Oct 2026

สุขภาพ

ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ คืออะไร? อันตรายแค่ไหน?

เมื่อคลำเจอความผิดปกติบริเวณลำคอ หลายคนมักรู้สึกตกใจและกังวลว่านี่คือ เนื้องอกต่อมไทรอยด์ (Thyroid Nodule) โดยเฉพาะโรคมะเร็งของไทรอยด์ (thyroid cancer) ในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักกับก้อนเนื้อบริเวณต่อมไทรอยด์ให้มากขึ้น

14 Oct 2026

การนอน, สุขภาพ

UAS ทางเลือกใหม่คนไม่อยากใช้ CPAP แก้ปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ

เครื่องกระตุ้นทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Airway Stimulation: UAS) ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนต่อการใช้เครื่อง CPAP

29 Sep 2026