ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของดารา ยูทูบเบอร์ชื่อดังและอีกหลายๆ คนในข่าว ทำให้หลายคนหันมาสนใจโรคหัวใจที่อาจซ่อนอยู่โดยไม่มีอาการชัดเจน
ข้อมูลล่าสุดพบว่า การเสียชีวิตขณะหลับ หลายรายเกี่ยวข้องกับ ภาวะระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือหลอดเลือดตีบรุนแรง จนทำให้หัวใจขาดเลือด
อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตในช่วงกลางคืนหรือในลักษณะคล้ายกำลังหลับ ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากโรคหยุดหายใจขณะหลับเสมอไป การสรุปสาเหตุจำเป็นต้องอาศัยผลตรวจและข้อมูลทางการแพทย์ของแต่ละบุคคล
- โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นหรือตีบแคบซ้ำ ๆ ขณะนอนหลับ อาจทำให้ระดับออกซิเจนวิ่งลดลง ความดันโลหิตพุ่งขึ้น และหัวใจต้องทำงานหนักตลอดคืน โดยเฉพาะหากเป็นในระดับรุนแรง
- OSA มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะผู้ที่นอนกรนดัง มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจ ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีโรคหัวใจอยู่แล้ว ควรได้รับการประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจการนอนหลับหรือไม่
โรคหยุดหายใจขณะหลับส่งผลต่อหัวใจอย่างไร?
ขณะนอนหลับตามปกติ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจควรลดลง เพื่อให้หัวใจและหลอดเลือดได้พัก แต่ในผู้ที่มี OSA ทางเดินหายใจจะอุดกั้นหรือตีบแคบซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ประการ
1. ออกซิเจนลดลงและกลับเพิ่มขึ้นซ้ำ ๆ
การหยุดหายใจทำให้ระดับออกซิเจนลดลงเป็นช่วง ๆ และกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มหายใจใหม่ เรียกว่า intermittent hypoxia and reoxygenation กระบวนการนี้กระตุ้นภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ การอักเสบ และความผิดปกติของผนังหลอดเลือด
2. ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น
เมื่อร่างกายรับรู้ว่าขาดออกซิเจน ระบบประสาทที่ใช้ตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินจะถูกกระตุ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตพุ่งและผันผวนหลายครั้งตลอดคืน
3. การนอนหลับถูกรบกวนและขาดช่วง
การหายใจติดขัดซ้ำ ๆ อาจทำให้สมองถูกกระตุ้นตื่นบ่อย การหลับไม่ต่อเนื่อง หลับไม่สนิท ตื่นเข้ามาแล้วรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ง่วงกว่าปกติตอนกลางวัน แม้ว่าจะนอนครบหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม
4. เกิดแรงดันลบในทรวงอก
ร่างกายยังพยายามสูดหายใจทั้งที่ทางเดินหายใจปิด จึงเกิดแรงดันลบภายในทรวงอกมากผิดปกติ เพิ่มภาระต่อหัวใจและอาจส่งเสริมการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ
OSA เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากเพียงใด?
- การวิเคราะห์อภิมานที่รวบรวมการศึกษาติดตาม 18 การศึกษา ผู้เข้าร่วมมากกว่า 25,000 คน พบว่า ผู้ที่มี OSA มีอัตราการเกิดเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่มี OSA ประมาณ 1.82 เท่า โดยความสัมพันธ์ชัดขึ้นตามระดับความรุนแรงของโรค
- ตัวเลขนี้แสดงถึง “ความสัมพันธ์” ไม่ได้หมายความว่า OSA เป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว ของโรคหัวใจในผู้ป่วยทุกคน เพราะความเสี่ยงยังขึ้นกับอายุ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคอ้วน และปัจจัยอื่นร่วมด้วย
- สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า OSA พบได้บ่อยถึงประมาณ 40–80% ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันหลอดเลือดปอดสูง หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือโรคหลอดเลือดสมอง แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้
- นอนกรนดังเป็นประจำ
- คนใกล้ชิดเห็นว่าหยุดหายใจ หายใจสะดุด หรือสำลักขณะหลับ
- สะดุ้งตื่น หายใจไม่อิ่ม หรือใจสั่นกลางคืน
- ตื่นมาปากแห้ง ปวดศีรษะ หรือไม่สดชื่น
- ง่วงมากผิดปกติ สมาธิลดลง หรือเผลอหลับระหว่างวัน
- มีความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะชนิดที่ควบคุมยาก
- มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว
- เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
- มีโรคอ้วน เบาหวาน คอใหญ่ หรือโครงสร้างทางเดินหายใจส่วนบนแคบ
โรคหยุดหายใจขณะหลับไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่มีโรคอ้วน ผู้ที่รูปร่างไม่อ้วนก็สามารถเป็นได้ หากมีต่อมทอนซิลโต ลิ้นโต ขากรรไกรเล็กหรือถอย จมูกอุดตัน หรือทางเดินหายใจแคบ ผู้ป่วย OSA บางรายไม่มีอาการง่วงกลางวันอย่างชัดเจน จึงไม่ควรใช้ความง่วงเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว
Sleep Test ตรวจอะไร และทำไมจึงควรตรวจ?
Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับ ช่วยประเมินข้อมูลสำคัญระหว่างหลับ ได้แก่
- คุณภาพการนอนหลับ
- ระยะการหลับต่าง ๆ
- การกรนและการหายใจติดขัด
- จำนวนครั้งที่หยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว
- ระดับออกซิเจนในเลือด
- ความพยายามในการหายใจ
- อัตราการเต้นของหัวใจ
- ท่านอนและความสัมพันธ์กับการหยุดหายใจ
ผลตรวจช่วยให้แพทย์วินิจฉัยชนิดและระดับความรุนแรงของโรค รวมถึงเลือกแนวทางรักษาให้เหมาะกับสาเหตุ โครงสร้างทางเดินหายใจ โรคร่วม และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน [3]
การตรวจพบ OSA ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องรักษาด้วย CPAP วิธีรักษาอาจประกอบด้วยการควบคุมน้ำหนัก การจัดท่านอน อุปกรณ์ในช่องปาก CPAP การรักษาทางเดินหายใจ การผ่าตัด หรือวิธีอื่นตามความเหมาะสม
Sleep Test ไม่ใช่การตรวจหลอดเลือดหัวใจและไม่สามารถบอกได้โดยตรงว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโรคหัวใจโดยตรง การตรวจการนอนหลับและการตรวจหัวใจในผู้ป่วยบางรายควรทำควบคู่กัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. นอนกรนทุกคนเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรนจะมี OSA แต่นอนกรนเป็นสัญญาณว่าทางเดินหายใจแคบลง หากมีอาการหยุดหายใจ สำลัก สะดุ้งตื่น หรือนอนไม่สดชื่นร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
2. โรคหยุดหายใจขณะหลับทำให้เกิดโรคหัวใจหรือไม่?
OSA มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจหลายชนิด และมีกลไกที่อาจส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือด แต่ไม่ควรสรุปว่า OSA เป็นสาเหตุของโรคหัวใจในบุคคลใดโดยไม่มีผลตรวจและข้อมูลทางการแพทย์ครบถ้วน
3. มีโรคหัวใจอยู่แล้วควรตรวจการนอนหลับหรือไม่? ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควบคุมยาก หัวใจเต้นผิดจังหวะซ้ำ หัวใจล้มเหลว นอนกรน หรือมีคนสังเกตว่าหยุดหายใจขณะหลับ
โรคหยุดหายใจขณะหลับทำให้ระดับออกซิเจนลดลง กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ สมองตื่นบ่อย และเพิ่มภาระต่อหัวใจซ้ำ ๆ ตลอดคืน จึงสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง
อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตขณะหลับไม่ได้แปลว่าเกิดจาก OSA เสมอไป และ Sleep Test ไม่สามารถใช้ตรวจหาหลอดเลือดหัวใจตีบได้
การหลับไปทุกคืนไม่ได้แปลว่าหัวใจได้พักเสมอไป หากคุณนอนกรน หยุดหายใจ ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินให้ชัดเจนก่อนที่ “สัญญาณเงียบ” จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว