ตรวจ Sleep Test ก่อนผ่าตัดลดน้ำหนัก จำเป็นหรือไม่?
โรคอ้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของการนอนหลับ โดยเฉพาะโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea: OSA ซึ่งเกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบหรือปิดกั้นเป็นช่วง ๆ ขณะหลับ
ผู้ที่มีโรค OSA บางรายอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ เนื่องจากอาการสำคัญมักเกิดในช่วงกลางคืน เช่น นอนกรน หายใจสะดุด หรือหยุดหายใจขณะหลับ ขณะที่อาการระหว่างวันอาจไม่ชัดเจน หรือมีเพียงอาการอ่อนเพลียและง่วงนอนเท่านั้น
สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนัก การประเมินความเสี่ยงของ OSA จึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด โดยแพทย์อาจพิจารณาการตรวจการนอนหลับหรือ Sleep Test ตามอาการ ปัจจัยเสี่ยง โรคประจำตัว และลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย
แนวทางการตรวจวินิจฉัย OSA ระบุว่าสามารถใช้การตรวจในห้องปฏิบัติการนอนหลับหรือการตรวจที่บ้านในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม โดยต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์.
โรคอ้วนเกี่ยวข้องกับโรคหยุดหายใจขณะหลับอย่างไร
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสามารถเพิ่มโอกาสเกิดการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณลำคอคลายตัวขณะหลับ ส่งผลให้อากาศผ่านได้น้อยลงหรือหยุดชั่วคราว
เมื่อเกิดการหยุดหายใจซ้ำ ๆ ระดับออกซิเจนในเลือดอาจลดลง และร่างกายต้องตื่นตัวเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ ทำให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่อง แม้ผู้ป่วยอาจจำไม่ได้ว่าตนเองตื่นระหว่างคืนก็ตาม
ผู้ที่กำลังเข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนักจึงควรได้รับการคัดกรองเรื่องการนอนกรนและ OSA เพราะความผิดปกตินี้พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วน และผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน.
ทำไมโรค OSA จึงสำคัญก่อนผ่าตัดลดน้ำหนัก
โรคหยุดหายใจขณะหลับมีความสำคัญต่อการวางแผนการผ่าตัดและการให้ยาระงับความรู้สึก เนื่องจากผู้ที่มี OSA อาจมีความเสี่ยงต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจ หายใจช้าลง และระดับออกซิเจนในเลือดลดลง โดยเฉพาะในช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัด
ยาระงับความรู้สึก ยากล่อมประสาท และยาแก้ปวดบางกลุ่มอาจกดการหายใจหรือทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจคลายตัวมากขึ้น ผู้ป่วย OSA จึงอาจต้องได้รับการวางแผนดูแลทางเดินหายใจ การให้ยาแก้ปวด และการเฝ้าระวังหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม.
การทราบว่าผู้ป่วยมี OSA ก่อนผ่าตัดไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความกังวล แต่ช่วยให้ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และทีมดูแลสามารถเตรียมแผนป้องกันความเสี่ยงได้ล่วงหน้า
การตรวจ Sleep Test ก่อนผ่าตัดช่วยอะไรบ้าง
การตรวจ Sleep Test ช่วยวิเคราะห์การทำงานของร่างกายระหว่างการนอนหลับ เช่น รูปแบบการหายใจ การไหลของอากาศ การเคลื่อนไหวของหน้าอกและช่องท้อง ระดับออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และข้อมูลเกี่ยวกับการนอนหลับตามประเภทของการตรวจ
ผลตรวจสามารถช่วยตอบคำถามสำคัญ ได้แก่
- ผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่
- มีการหยุดหายใจหรือหายใจตื้นบ่อยเพียงใด
- ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงมากน้อยเพียงใด
- โรค OSA อยู่ในระดับเล็กน้อย ปานกลาง หรือรุนแรง
- จำเป็นต้องรักษาหรือเตรียมมาตรการเพิ่มเติมก่อนผ่าตัดหรือไม่
ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ทีมรักษาวางแผนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด การให้ยาระงับความรู้สึก การดูแลทางเดินหายใจ และการเฝ้าติดตามระดับออกซิเจนหลังผ่าตัดได้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย.
ใครบ้างควรได้รับการประเมินเรื่อง OSA ก่อนผ่าตัด
ผู้ที่เตรียมเข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนักควรแจ้งแพทย์หากมีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้
- นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ
- มีผู้สังเกตเห็นว่าหยุดหายใจขณะหลับ
- สะดุ้งตื่น สำลัก หรือรู้สึกหายใจไม่ออกกลางคืน
- ตื่นนอนแล้วปวดศีรษะหรือคอแห้ง
- นอนครบหลายชั่วโมงแต่ยังรู้สึกไม่สดชื่น
- ง่วงนอนมากผิดปกติในช่วงกลางวัน
- มีภาวะอ้วนมากหรือรอบคอใหญ่
- มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคทางเดินหายใจร่วมด้วย
- เคยได้รับการวินิจฉัย OSA หรือใช้งานเครื่อง CPAP อยู่แล้ว
แพทย์อาจใช้แบบประเมินความเสี่ยง เช่น แบบคัดกรอง STOP-Bang ร่วมกับประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และโรคประจำตัว ก่อนพิจารณาว่าจำเป็นต้องตรวจ Sleep Test หรือไม่.
ผู้เตรียมผ่าตัดลดน้ำหนักทุกคนต้องตรวจ Sleep Test หรือไม่
ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจ Sleep Test แบบเดียวกันทุกคน การตัดสินใจควรพิจารณาเป็นรายบุคคลตามระดับความเสี่ยง อาการ โรคประจำตัว และความซับซ้อนของการผ่าตัด
ผู้ที่มีอาการเข้าได้กับ OSA อย่างชัดเจน มีโรคประจำตัวซับซ้อน หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน อาจได้รับคำแนะนำให้ตรวจการนอนหลับแบบละเอียดในห้องปฏิบัติการ ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนบางรายอาจเหมาะกับการตรวจการนอนหลับที่บ้าน ทั้งนี้ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อนเลือกประเภทการตรวจ.
ดังนั้น ไม่ควรตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ตรวจมาทดสอบหรือแปลผลด้วยตนเอง เพราะการเลือกวิธีตรวจที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือพลาดการวินิจฉัยความผิดปกติอื่นของการนอนหลับได้
หากตรวจพบ OSA ยังสามารถผ่าตัดลดน้ำหนักได้หรือไม่
การตรวจพบโรค OSA ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถผ่าตัดได้เสมอไป แต่ผลตรวจจะช่วยให้ทีมรักษาปรับแผนการดูแลให้ปลอดภัยขึ้น
แพทย์จะพิจารณาระดับความรุนแรงของ OSA ระดับออกซิเจน โรคประจำตัว ความพร้อมของสถานพยาบาล และความสามารถในการเฝ้าระวังผู้ป่วยหลังผ่าตัดร่วมกัน
ในบางราย แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มหรือปรับการรักษา OSA ก่อนผ่าตัด พร้อมวางแผนเรื่องการใช้ยาระงับความรู้สึก การลดการใช้ยาที่กดการหายใจ และการติดตามระดับออกซิเจนอย่างต่อเนื่องในช่วงพักฟื้น.
การใช้เครื่อง CPAP ก่อนและหลังผ่าตัด
หากตรวจพบ OSA ระดับที่จำเป็นต้องรักษา แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยใช้ เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก หรือ CPAP ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจขณะหลับ
หลังผ่าตัด ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ CPAP ต่อเนื่องและได้รับการติดตามระดับออกซิเจน โดยเฉพาะในระยะแรกหลังการผ่าตัด แนวทางสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดลดน้ำหนักที่มี OSA ให้ความสำคัญกับการใช้ CPAP ตามข้อบ่งชี้และการเฝ้าระวังด้วยเครื่องวัดออกซิเจนอย่างต่อเนื่องในช่วงพักฟื้นระยะแรก.
ผู้ที่ใช้ CPAP อยู่แล้วควรแจ้งทีมรักษาล่วงหน้า และสอบถามว่าจำเป็นต้องนำเครื่อง หน้ากาก หรือข้อมูลการตั้งค่าแรงดันมาในวันที่เข้ารับการรักษาหรือไม่
ไม่ควรหยุดใช้ CPAP หรือปรับแรงดันด้วยตนเองก่อนและหลังผ่าตัดโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
คุณภาพการนอนหลับสำคัญต่อการฟื้นตัวหลังผ่าตัด
การนอนหลับที่ต่อเนื่องและมีคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัด ผู้ป่วยที่มี OSA แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือดูแลอย่างเหมาะสมอาจนอนหลับไม่เต็มที่ มีระดับออกซิเจนลดลง หรือมีอาการง่วงและอ่อนเพลียระหว่างวัน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการลดน้ำหนักหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของการผ่าตัด การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การติดตามรักษา และโรคประจำตัว จึงไม่ควรเข้าใจว่าการตรวจ Sleep Test เพียงอย่างเดียวจะทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น
ประโยชน์หลักของการประเมินการนอนหลับก่อนผ่าตัด คือการค้นหาความเสี่ยงและช่วยให้ทีมรักษาสามารถวางแผนดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น
การดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพก่อนผ่าตัดลดน้ำหนัก
การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดลดน้ำหนักควรอาศัยความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น
- ศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก
- วิสัญญีแพทย์
- แพทย์ด้านการนอนหลับ
- อายุรแพทย์หรือแพทย์ผู้ดูแลโรคประจำตัว
- นักกำหนดอาหาร
- พยาบาลและบุคลากรที่ดูแลก่อนและหลังผ่าตัด
แพทย์ด้านการนอนหลับจะประเมินว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจ Sleep Test หรือไม่ เลือกประเภทการตรวจที่เหมาะสม และส่งต่อผลการประเมินให้ศัลยแพทย์กับวิสัญญีแพทย์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนรักษาร่วมกัน แนวทางการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดลดน้ำหนักให้ความสำคัญกับการประเมินและการดูแลแบบทีมสหสาขาวิชาชีพตลอดช่วงก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด
ผู้ที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสพบโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นได้ และผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ การประเมินความเสี่ยงและการตรวจ Sleep Test ก่อนผ่าตัดลดน้ำหนักจึงช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมี OSA หรือไม่ รวมถึงประเมินระดับความรุนแรงของโรค
ผลตรวจจะช่วยให้ทีมรักษาวางแผนการใช้ยาระงับความรู้สึก การดูแลทางเดินหายใจ การใช้ CPAP และการเฝ้าระวังหลังผ่าตัดได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องตรวจ Sleep Test ทุกคน โดยควรให้แพทย์พิจารณาความจำเป็นและเลือกประเภทการตรวจเป็นรายบุคคล